“ เล่าเรื่อง เมืองล้านนา “

องคมนตรีเปิดบ้านชาและกาแฟมูลนิธิโครงการหลวง ยกระดับร้านต้นแบบสู่แหล่งเรียนรู้ครบวงจร เชื่อมโยงงานวิจัยสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรบนพื้นที่สูง


วันนี้ (9 ต.ค. 69) เวลา 13.00 น. ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวงชนกาธิเบศรดำริ จังหวัดเชียงใหม่ พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี และประธานกรรมการมูลนิธิโครงการหลวง เป็นประธานในพิธีเปิดบ้านชาและกาแฟมูลนิธิโครงการหลวง (Royal Project Tea House & Coffee) โดยมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยนายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ตลอดจนบุคลากรมูลนิธิโครงการหลวง สื่อมวลชน ประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธี
.
บ้านชาและกาแฟมูลนิธิโครงการหลวงจัดตั้งขึ้นเป็นร้านต้นแบบและแหล่งเรียนรู้ภายใต้สถาบันการเรียนรู้มูลนิธิโครงการหลวง เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยและพัฒนาตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การเพาะปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว การแปรรูป การควบคุมคุณภาพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการตลาด เปิดโอกาสให้เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา ประชาชน และผู้สนใจ ได้เรียนรู้กระบวนการผลิตชาและกาแฟอย่างครบวงจร
.
สำหรับการส่งเสริมการปลูกชา มูลนิธิโครงการหลวงดำเนินงานวิจัยและส่งเสริมมาตั้งแต่ปี 2539 โดยเริ่มจากชาสายพันธุ์จีนที่เหมาะสมกับพื้นที่สูง ก่อนขยายสู่ชาอัสสัมหรือชาป่า ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชุมชนบนพื้นที่สูง ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูกชาที่ได้รับการส่งเสริมกว่า 200 ราย มีพื้นที่ปลูกรวมกว่า 751 ไร่ ใน 10 ศูนย์และสถานี โดยมุ่งพัฒนาคุณภาพและเพิ่มมูลค่าผลผลิต ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและรักษาอัตลักษณ์ของชาแต่ละพื้นที่
.
ส่วนการส่งเสริมกาแฟ มูลนิธิโครงการหลวงมุ่งพัฒนากาแฟอะราบิกาตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การผลิต การจัดการผลผลิต การแปรรูป การควบคุมคุณภาพ ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาด โดยในปี 2569 มีข้อมูลผลผลิตกาแฟกะลารวม 1,500 ตัน พร้อมส่งเสริมการผลิตตามมาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์ เพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัย เพิ่มมูลค่าผลผลิต และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค
.
ภายในบ้านชาและกาแฟได้รับการออกแบบให้มีบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง พร้อมจัดแสดงเรื่องราวของชาและกาแฟโครงการหลวง ตั้งแต่แหล่งผลิต กระบวนการแปรรูป ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ อีกทั้งมีเครื่องคั่วกาแฟต้นแบบเป็นสื่อการเรียนรู้ เพื่อถ่ายทอดความสำคัญของกระบวนการคั่วที่ส่งผลต่อคุณภาพ กลิ่น และรสชาติของกาแฟ ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสทั้งประสบการณ์การเรียนรู้และผลิตภัณฑ์คุณภาพจากมูลนิธิโครงการหลวง
.
บ้านชาและกาแฟมูลนิธิโครงการหลวงจึงเป็นมากกว่าสถานที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ แต่เป็นพื้นที่เชื่อมโยงงานวิจัย เกษตรกร การแปรรูป ผลิตภัณฑ์ และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิตจากพื้นที่สูง พัฒนาอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างยั่งยืน
.
ทั้งนี้ บ้านชาและกาแฟมูลนิธิโครงการหลวงเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น. ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวงชนกาธิเบศรดำริ จังหวัดเชียงใหม่ โดยให้บริการชาและกาแฟพิเศษ พร้อมของว่างจากผลิตผลโครงการหลวง ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเข้าเยี่ยมชม เรียนรู้กระบวนการผลิตชาและกาแฟ ตลอดจนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์คุณภาพจากแหล่งผลิตต่าง ๆ ของมูลนิธิโครงการหลวงได้.

ข่าวสังคมชาวบ้านประจำวันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม 2569 โดยสินในน้ำ✍️….คุณค่าคือสิ่งที่ไม่ตายไปกับเรา บ้าน รถ เงินทอง ทุ่มหาเพื่อตัวเองทั้งชีวิต เมื่อวันสุดท้ายมาถึง ไม่มีใครเอาติดตัวไปได้สักชิ้น ยามหมดลมหายใจ สิ่งที่หามาเพื่อตัวเอง หลุดจากมือทันที สิ่งเดียวที่ไม่ตายไปกับเรา คือคุณค่าที่เราทิ้งไว้ให้โลก ร่างกายสิ้นสูญ ทรัพย์สินเปลี่ยนมือ แต่คุณความดีจะอยู่คู่โลกตลอดไป คนที่มีชีวิตยืนยาวที่สุด ไม่ใช่คนที่หายใจได้นานที่สุด แต่คือคนที่สร้างคุณค่าไว้ให้โลก เหมือนพระพุทธเจ้า กายเนื้อสลายไป 2,500 กว่าปี แต่คุณค่าที่ทิ้งไว้ยังคงอยู่ ท่านจึงเป็นคนที่อายุยืน ที่สุด ในความทรงจำของโลก ลองถามตัวเองดูดี ๆ นอกจากเงินทองและชื่อเสียง ที่เราหาเพื่อตัวเองแล้ว ในวันที่เราไม่อยู่บนโลกใบนี้ มีคุณค่าอะไรบ้าง ที่เราทำทิ้งไว้ให้โลกจนจำ….เวลานี้เรื่องของน้ำท่วมกำลังมีผลกระทบไปแล้วหลายจังหวัด และที่อ่วมอรทัยที่สุดคือเมืองกรุง ทั้ง 50 เขตได้ประกาศเป็นเขตอุทกภัย พูดถึงเรื่องน้ำท่วมที่กรุงเทพแล้ว ครั้งก่อนอดีตนายกทักษิณ เคยพูดเอาไว้ว่า กรุงเทพน้ำอาจจะท่วมเนื่องจากน้ำทะเลหนุน และมีสิทธิ์เป็นไปได้ เวลานั้นหลายต่อหลายคนว่า ท่านอดีตนายกทักษิณ เพ้อเจ้อ น้ำจะท่วมกรุงเทพได้อย่างไร ซึ่งเวลานั้น ท่านทักษิณ บอกว่าน่าจะมีการถมทะเลเพื่อสร้างเมืองใหม่ และเพื่อกันในเรื่องของน้ำทะเลหนุน ที่จะท่วมกรุงเทพ แต่มีคนไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะฝ่ายตรงกันข้าม แล้วสุดท้ายเป็นไงละ น้ำท่วมกรุงเทพหรือเปล่า ผู้คนหลายหมื่นคนหรืออาจเป็นแสน ต้องอดข้าวเพราะไม่สามารถออกมาได้ อีกทั้งหน่วยงานของรัฐก็เข้าไปช่วยช้ามาก บางคนหิวจนเป็นลม โดยเฉพาะแฟสและชุมชนต่างๆ….ใครที่ว่าน้ำไม่มีทางที่จะท่วมกรุงเทพ เวลานี้เป็นไงละ คนกรุงเทพ ที่ไม่เคยขนของหนีน้ำ ไม่เคยอดข้าว ได้เจอกับตัวเองแล้ว ที่สำคัญ รถยนต์ รถมอเตอร์ไซด์ หลายพันคัน จมไปกับน้ำ ค่าเสียหายประเมินค่ามิได้ แล้วใครจะมาช่วยซ่อมให้ ยิ่งรถไฟฟ้าไม่ต้องพูดถึง เรียกว่าค่าซ่อมกับซื้อใหม่ไม่ต่างกันเท่าไหร่ อีกทั้งบ้านเรือนที่จมน้ำ ข้าวของขนหนีน้ำไม่ทันเสียหายไม่รู้เท่าไหร่ แม้รัฐจะช่วยก็แค่หลังคาละ 9,000 บาท มันคุ้มกันไหมละและเวลานี้อีกหลายจังหวัดยังต้องเฝ้า ระวัง เพราะว่าจะมีน้ำเหนือเข้ามาสมทบอีกไม่รู้เท่าไหร่ อีกทั้งหลายเขื่อนก็เริ่มปล่อยน้ำออกจาก เขื่อนกันแล้ว พูดถึงน้ำท่วมกรุงเทพครั้งนี้ ไม่ต่างไปจากน้ำท่วมที่เมืองเชียงใหม่เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา ระลอกแรกในช่วง 25 – 27 กันยายน 2567 โดยวันที่ 25 กันยายน ระดับน้ำปิงขึ้นสูงสุด ประมาณ 4.93 เมตร และกระทบพื้นที่เศรษฐกิจในเมือง จากนั้นเกิดท่วมระลอกใหญ่อีกครั้งในช่วงวันที่ 3 – 6 ตุลาคม 2567 โดยน้ำปิงเริ่มล้นตลิ่งในตัวเมืองในวันที่ 3 ตุลาคม 2567 เวลา 17.00 น. วันที่ 4 ตุลาคม น้ำได้เข้าท่วมเมืองเชียงใหม่ชนิดอ่วมอรทัยกันทั่วหน้า ค่าเสียหายไม่ต้องพูดถึง แล้วกรุงเทพไม่ต้องพูดถึงเลยว่า ค่าเสียหายจะเท่าไหร่ ขอเอาใจช่วยนะครับ
.…สินในน้ำ

Related posts